รู้จักโรค

          อาการปวดที่รักษาไม่หาย ปวดเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับร่างกายไม่ว่าส่วนใดก็ตาม โดยเฉพาะการปวดศีรษะ ส่งผลให้มีปัญหาตามมาทั้งทางด้านจิตใจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และที่สำคัญก็คือ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เพราะอาการปวดดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปถึงประสิทธิภาพในการทำงานของทั้งชายและหญิงในวัยทำงาน

          อย่างไรก็ดี ตามข้อมูลทางการแพทย์ พบว่าโดยทั่วไปแล้ว อาการปวดของร่างกายเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในทุกระบบภายในร่างกายของคนเรา เริ่มจากการที่ปลายประสาทถูกทำร้าย หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากทางด้านจิตใจ หรือมีสาเหตุมาจากเนื้องอก ขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีอาการปวดเฉียบพลันและรุนแรงซึ่งมักจะเป็นสัญญาณอันตราย เตือนให้รู้ตัวล่วงหน้าว่าไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการไปพบแพทย์ล่าช้า จะมีผลต่อการรักษา โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุที่ซ่อนเร้นซึ่งเป็นต้นตอของอาการปวดก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วย

          เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ ควรจะรีบไปพบแพทย์โดยด่วน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดอย่างฉับพลัน มีอาการ อาเจียน มีไข้ คอแข็ง แขนขาชา อ่อนแรง และตามองไม่เห็น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ทานยาแก้ปวดมานานเป็นเวลาเกิน 3 เดือน แต่อาการยังไม่หายขาดก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจะพบแพทย์ ขณะที่ในบางรายที่อาการปวดไม่หายไปหลังจากทานยาแก้ปวดธรรมดามา 2 – 3 ครั้งหรือพบแพทย์ทั่วไปมาแล้ว 2 – 3 หน แต่อาการไม่ทุเลา ก็เป็นข้อบ่งชี้ควรจะได้รับการตรวจพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ

          ทั้งนี้ การวินิจฉัยกลุ่มอาการปวดศีรษะ เป็นความเชี่ยวชาญของแพทย์ทางประสาทวิทยาผู้ที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์พบว่า การทานยาแก้ปวด หรือยาคลายเครียด บางชนิดนาน ๆ ก็อาจจะทำให้มีผลข้างเคียงหรือก่อผลเสียต่อร่างกายได้ ที่สำคัญซึ่งควรรู้ไว้ก็คือ ในบางกรณี ยาแก้ปวด หรือยาระงับประสาท ก็เป็นสาเหตุให้มีการปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นด้วย นอกจากนี้ อาการติดยา ซึมเศร้า และความจำเสื่อม ก็เป็นผลแทรกซ้อนมาจากการใช้ยาแก้ปวดหรือยาระงับประสาทเช่นเดียวกัน

 

                                              

 

          ชนิดของโรคปวดศรีษะ ที่พบบ่อย ๆ โดยทั่วไปแล้วมี 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
          1. โรคปวดศรีษะไมเกรน(Migraines)
          2. โรคปวดศรีษะจากความเครียด (Tension headache)
          3. โรคปวดศรีษะแบบคลัสเตอร์(Cluster headache)
          4. โรคปวดศรีษะจากแรงดันในสมองสูง(Increase Intracranial Pressure)

 

          โรคปวดศรีษะไมเกรน (Migraines)

          อาการปวดศีรษะไมเกรน
          อาการปวดศรีษะแบบปวดไมเกรนจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในส่วนสัด 2 ต่อ 1 โดยอาการปวดศีรษะชนิดนี้จะปวดเป็นพักๆ ปวดข้างใดข้างหนึ่ง ปวดแบบตุบๆ เหมือนชีพจรกำลังเต้นนอกจากนี้ ยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือเห็นแสงสีร่วมอยู่ด้วย โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นนาน 2-3 ชั่วโมง แล้วจะทุเลาลง หลังจากนั้นจะมีอาการปวดขึ้นใหม่ และจะมีอาการปวดในลักษณะนี้ติดต่อกันวันละครั้ง หรืออาทิตย์ละหลายครั้ง

          สำหรับสาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรนยังไม่เป็นที่ราบแน่ชัด แต่การศึกษาทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดในสมอง อย่างผิดปกติ ทำให้มีสารเคมีที่ทำให้มีอาการปวดเกิดขึ้นที่ปลายประสาทรับความรู้สึกในส่วนของหน้า และศีรษะ จึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน

          ปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการปวดศีรษะไมเกรน
          • อาหารที่มี สารกันบูด ถั่ว เนย ช็อกโกแลต ยาขยายหลอดเลือด
          • อดอาหารนานๆ น้ำตาลในเลือดต่ำ
          • นอนไม่เป็นเวลา เนื่องจากทำงานเป็นกะ หรือเดินทางไปต่างประเทศที่มีเวลาคลาดเคลื่อนกับประเทศไทย เป็นต้น
          • ฮอร์โมนเพศหญิง มีประจำเดือนหรือแม้แต่การตั้งครรภ์ในระยะแรก
          • อากาศร้อน แดดร้อน กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไปเสีย

          การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะไมเกรน
          จะวินิจฉัยจากประวัติของอาการปวด การตรวจร่างกายทางระบบประสาท รวมถึงโรคของสมองหรือไขสันหลัง ซึ่งพบว่า อาการคลื่นไส้ และอาเจียน เมื่อออกกำลังกายจะมีอาการปวดมากขึ้น โดยอาการเหล่านี้เป็นลักษณะจำเพาะของอาการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้ หากมีการตรวจร่างกายและระบบประสาทแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ ขณะเดียวกัน เมื่อมีการตรวจสมองแล้วก็ไม่มีข้อบ่งชี้กับอาการปวด แพทย์ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดศีรษะไมเกรน

 

 

          โรคปวดศรีษะจากความเครียด (Tension Headache)

 

          อาการปวดศีรษะจากความเครียด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป กล่าวคือ ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ จะมีสาเหตุมาจากความเครียด โดยพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งสาเหตุก็มีหลายอย่าง เช่น ทำงานหนัก ใช้สมองมาก อารมณ์เครียด กังวลใจหรือ นอนหลับไม่พเพียงพอ เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อตรงต้นคอและรอบ ๆ ศีรษะ

          ลักษณะอาการ
          ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ ตรงบริเวณต้นคอ หรือท้ายทอย หรืออาจจะปวดรอบศีรษะคล้ายถูกเข็มขัดรัด บางคนอาจปวดตื้อไปทั่วศีรษะ และส่วนมากแล้วก็มักจะปวดตอนบ่าย ๆ หรือเย็น ๆ จะไม่มีอาการปวดหลังตื่นนอนตอนเช้า และถ้าได้นอนพักสักครู่อาจทุเลาหายไปได้เอง ที่น่าสังเกตุก็คือ อาการปวดมักเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ทุเลาไปได้เอง แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่อาจปวดต่อเนื่องเป็นวัน ๆ การปวดลักษณะนี้โดยมากจะไม่มีอาการอื่น ๆ เช่น ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ และ เป็นหวัด เป็นต้น ร่วมด้วย ซึ่งการตรวจร่างกาย จะไม่พบสิ่งที่ผิดปกติแต่อย่างใด รวมทั้งความดันเลือด ก็จะอยู่ในเกณฑ์ปกติด้วย

          ข้อแนะนำ
          1. การปวดศีรษะจากความเครียด ถือเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง แต่อาจเป็น ๆ หาย ๆได้บ่อย อย่างไรก็ตาม ก่อนจะวินิจฉัยโรคนี้ ควรตรวจวัดความดัน และซักถามอาการให้ถ้วนถี่จนแน่ใจว่าไม่มีสาเหตุที่ร้ายแรงเสียก่อน
          2. โรคนี้ควรแยกออกจากโรคไมเกรน ซึ่งจะมีลักษณะปวดตุบ ๆ ที่ขมับ แต่บางครั้งอาจแยกกันไม่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลรักษาเบื้องต้นก็ไม่ต่างกัน
          3. ในรายที่เป็นเนื้องอกในสมองระยะแรกเริ่มอาจมีอาการปวดศีรษะไม่มาก คล้ายปวดศีรษะจากความเครียดก็ได้ แต่ต่อมาจะปวดถี่ขึ้นและแรงขึ้น มักจะปวดตอนดึกหรือเช้ามืด จนทำให้สะดุ้งตื่น และเป็นเรื้อรัง ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะในลักษณะดังกล่าว หรือเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 2 สัปดาห์ ควรแนะนำให้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
          4. สำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดเป็นประจำ ควรแนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าคร่ำเคร่งกับการงานจนเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำ และหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ

 

 

          โรคปวดศรีษะแบบคลัสเตอร์ หรือ ปวดศรีษะข้างเดียว

 

          อาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) คือ อาการปวดรุนแรงแบบข้างเดียว ซึ่งมักจะปวดตุบๆที่กระบอกตา หรือรอบๆ ตา หรือที่บริเวณขมับ และมักจะเป็นข้างเดียว โดยอาการปวดอาจจะเกิดขึ้นเป็นช่วงยาวประมาณ 10-200 นาที และอาการปวดอาจเกิดวันเว้นวัน หรือปวดบ่อยถึงวันละ หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักเกิดขึ้นวันละ 1-2 ครั้ง

          อย่างไรก็ตาม ลักษณะเฉพาะของอาการปวดศีรษะแบบนี้ จะเป็นอยู่หลายวันนานถึงหลายสัปดาห์ และมีช่วงเวลาที่หายจากอาการปวดเป็นเดือนหรืออาจจะถึงปีแล้วก็กลับมาเป็นใหม่ โดยที่ในบางรายอาจมีอาการร่วมได้แก่น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล เหงื่อออก บริเวณหน้าผาก เปลือกตาและใบหน้าข้างที่เป็นมีอาการบวม อาจมีอาการหนังตาตก และรูม่านตาหด

          ทั้งนี้ ทางการแพทย์พบว่า อาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์นี้ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 5-6 เท่า และพบน้อยกว่าไมเกรน 10-50

          การรักษาด้วยยา
          เนื่องจากโรคนี้บางครั้งเป็นแค่ 10 นาทีแล้วหายการใช้ยาอาจไม่จำเป็น แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะต้องรักษาด้วยยา หรือการทำบล็อกเส้นประสาทเนื่องจากอาหารปวดศีรษะ แบบคลัสเตอร์เป็นการปวดหัวที่ทรมานมาก ถ้าทิ้งไว้นานอาจจะส่งผลให้เกิดการฆ่าตัวตายได้
ทั้งนี้จะต้องแยกจากภาวะอื่น เช่นแรงดันในสมองสูง

 

 

          โรคปวดศรีษะจากแรงดันในสมองสูง(Increase Intracranial Pressure)

 

          อาการปวดศีรษะ เนื่องจากความดันในสมองสูง มีสาเหตุจากการมีก้อน หรือสิ่งผิดปกติภายในสมอง เช่นเนื้องงอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง หรือการติดเชื้อในสมอง ฯลฯ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการปวดศีรษะได้หลากหลาย และบางครั้งทำให้การวินิจฉัยเกิดความล่าช้า อีกทั้ง โรคปวดศีรษะจากแรงดันในสมองสูงนี้ การรักษาจะแตกต่างจากโรคปวดศีรษะในกลุ่มอื่นอย่างสิ้นเชิง

          เนื่องจากมีสาเหตุเฉพาะที่ทำให้แรงดันในสมองสูง จึงต้องรักษาที่ต้นเหตุ และมักจะหายขาดได้ แต่ถ้าช้าเกินไปโรคจะลุกลามทำให้มีผลเสียอย่างมากถึงขั้นทำลายเนื้อสมอง หรือเสียชีวิตได้

          การวินิจฉัย
          เนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มนี้ มีสาเหตุที่เกิดจากมีสิ่งผิดปกติภายในสมอง ดังนั้นการทำ MRI หรือ CT Scan ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจหาสาเหตุ
ในบางกรณีอาจต้องเจาะกรวดน้ำเลี้ยงเส้นประสาท เพื่อดูแรงดัน หรือภาวะติดเชื้อ

          การรักษา
          ควรรักษาที่ต้นเหตุที่ผิดปกติในสมอง แต่เนิ่นๆ ซึ่งจะทำให้การรักษามักได้ผลดี และปลอดภัยกว่า